วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บริบทชุมชนไทแสก



ประวัติศาสตร์ชุมชนไทแสก


       ชาวบ้านอาจสามารถเป็นชนพื้นเมือง  เรียกตนเองว่า  ชาวแสก  มีภาษาอยู่ในกลุ่มตระกุลภาษาไท-กะได  โดยมีภาษาพูดเป็นของตนเอง  แต่ไม่มีภาษาเขียน  จากหลักฐานและการบอกเล่าของผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน  เดิมชาวแสกอาศัยอยู่แถบสิบสองปันนา  ต่อมาได้อพยพมาทางใต้    อาศัยอยู่ทางเมืองรองและเมืองเว้  เป็นดินแดนที่ติดต่อกับประเทศเวียดนาม  ชาวแสกตั้งตนเป็นอิสระไม่ได้ขึ้นกับใครทิ้งถิ่นฐานเดิมพากันอพยพหนีโดยมีท้าวกายซ่าและท้าวกายซูเป็นหัวหน้าผู้นำเข้ามาตั้งถิ่นฐาน

1.2 ลักษณะทางกายภาพ 
1)  ที่ตั้ง  ชุมชนไทแสก  บ้านอาจสามารถ  ตั้งอยู่บ้านาอาจสามารถ  หมู่ที่  5  และหมู่ที่  6นเผ่าแสกก็พากันละทิ้งถิ่นฐานอพยพ  อีกครั้งพากันไปตั้งถิ่นฐานขึ้นใหม่
ขึ้นใหม่ที่ดินแดนประเทศลาว        ซึ่งอยู่ใกล้กับเส้นเขตแดนระหว่างประเทศลาวกับประเทศเวียดนามแล้วแบ่งกันออกเป็นสองพวก          แต่ละพวกเมื่อหาทำเลได้แล้วก็พากันตั้งถิ่นฐานขึ้นเป็นของตนเองประกอบไปด้วย

พวกที่  1  เมื่อตั้งถิ่นฐานขึ้นแล้ว  ตั้งชื่อหมู่บ้านของตนเองว่าบ้านโทร์
             พวกที่  2  ตั้งชื่อหมู่บ้านของตนว่า  “บ้านเดริง
                ภายหลังต่อมาพระเจ้าฟ้าน้อยทราบเรื่องการอพยพหนีของชนเผ่าแสกว่ามาตั้งถิ่นฐาน
 
             พวกที่ 1  ตั้งชื่อหมู่บ้านของตนว่า  บ้านทอก
              พวกที่  2  ตั้งชื่อหมู่บ้านของตนว่า    บ้านท่าแค      ซึ่งห่างจากเมืองคำม่วนไปทางทิศตะวันออกประมาณ   30  กิโลเมตร  อยู่มานานประชากรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก 
ต่อมาท้าวกายซ่าและท้าวกายซู   เป็นหัวหน้าพากันอพยพจากหมู่บ้านทอกและบ้านท่าแค   พากันข้ามฝั่งแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านโคกยาว (บ้านไผ่ล้อมในปัจจุบัน)  เมื่ออาศัยอยู่มานานประชากรเพิ่มมากขึ้น  พวกหนึ่งจึงพากันอพยพออกมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ริมแม่น้ำโขงแล้วตั้งชื่อบ้านว่าบ้านถิ่นโจก (บ้านหายโศก)                                
                ต่อมาเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์  สิงหเสนีย์) แม่ทัพไทยยกกองทัพมาครั้งสงคามปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ในรัชกาลที่  3  ได้ตั้งให้ฆานบุดดี  หัวหน้ากอง เรียกว่ากองอาหมาด  มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมกองบริวารชาวแสกเป็นกองลาดตระเวนรักษาชายแดนปลายอาณาเขตสมัยนั้น  ต่อมาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาบที่  3    ได้โปรดเกล้าแต่งตั้งให้หมู่บ้านถิ่นโจก(บ้านหายโศก) เป็นเมืองเรียกว่า  เมืองอาทมาด  โดยขึ้นกับเมืองนครพนม    ให้ฆานบุดดีเป็นหลวงเอกอาษา(ท้าวเชียงอินทร์) ทำหน้าที่เป็นเจ้าเมือง(เจ้าเมืองคนแรก)  ตั้งแต่ พ. ศ.  2381  จนถึง พ. ศ.  2450  เมืองอาทมาดได้เปลี่ยนเป็นเมืองอาสามารถ ซึ่งมีประวัติรายชื่อข้าราชการผู้เป็นหัวหน้าแผนการบริหาร  บ้านเมืองของเมืองอาสามารถมีดังนี้ (พระครูนิคม สาระโพธิ์.  ม.ป.ป: 1)

                1.  หลวงเอกอาษา  เป็นประธาน  คือ  เจ้าเมือง
                2.  เมืองขวา  รองประธานคนที่  1  คือ  ปลัดขวา
                3.  เมืองซ้าย  รองประธานคนที่  2  คือ  ปลัดซ้าย
                4.  เมืองกลาง  กองเลขานุการและประชาสัมพันธ์
                5.  ขุนซะนานุรักษ์  หัวหน้าแผนกรักษาประเพณีและพิธีกรรรมต่าง ๆ
                6.  ขุนพิทักษ์ประชาชน  แผนกการศึกษาวิชาการความรู้
                7.  ขุนผจญปัจจามิตร  แผนกพัฒนาบ้านเมืองและติดต่อกับต่างประเทศ
                8.  ขุนพิซิตสงคราม  แผนกผู้ป้องกันประเทศชาติบ้านเมือง(ฝ่ายทหาร)
9.  ขุนบุดดีปฐม  แผนกปฐมพยาบาล(ฝ่ายหมอ)
               
 10.  ขุนบรมหายโศก  แผนกพิพากษาว่าความ
                11.  ขุนเทพารักษ์  แผนกฝ่ายการเงิน  การคลัง
                12.  ขุนพิทักษ์ดินแดน  แผนกฝ่ายความสงบภายใน(ตำรวจ)
                 ต่อมาการปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค          ให้เหมือนกันหมดทั่วราชอาณาจักร       และยกเลิกการปกครองแบบโบราณของเมืองต่าง ๆ ของภาคอีสาน  ซึ่งเคยปกครองแบบมีเจ้าเมือง    อุปฮาตราชวงศ์  และราชบุตรทั้งหมด    ให้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง  ปลัดเมือง  ยกบัตรเมือง  ให้เหมือนกันทั่วราชอาณาจักร   โดยเมืองนครพนมมีพระยาพนมนครานุรักษ์  เป็นผู้ว่าราชการเมือง  แบ่งการปกครองออกเป็น  6  อำเภอ  คือ
                1. อำเภอเมืองนครพนม
                2. อำเภอเรณูนคร
                3. อำเภออาจสามารถ
                4. อำเภออากาศอำนวย
                5. อำเภอกุสุมาลย์
                6. มณฑลอำเภอโพธิ์ไพศาล
                ปัจจุบันอำเภออากาศอำนวย    อำเภอกุสุมาลย์ และมณฑลอำเภอโพธิ์ไพศาล  โอนไปขึ้นกับจังหวัดสกลนครและอำเภออาจสามารถ  ปัจจุบันยุบเป็นตำบลอาจสามารถ (สมัยรัชกาลที่ 6)  เนื่องจากเป็นอำเภอที่มีประชากรน้อย  ชนเผ่าแสกส่วนมากจะอยู่ที่หมู่บ้านอาจสามารถ  ตำบลอาจสามารถ  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม   อยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครพนม  7  กิโลเมตร  ยังมีชนเผ่าแสกบางกลุ่มที่ได้พากันอพยพ  โยกย้ายที่อยู่ไปทำมาหากินในถิ่นต่าง ๆ จึงมีชาวแสกอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในจังหวัดนครพนมดังนี้
                * บ้านอาจสามารถ  ตำบลอาจสามารถ   อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม
                * บ้านไผ่ล้อม   ตำบลอาจสามารถ  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม
                * บ้านดอนสมอ  ตำบลท่าบ่อ  อำเภอศรีสงคราม  จังหวัดนครพนม
                * บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ  อำเภอนาหว้า  จังหวัดนครพนม
                จากคำบอกเล่าของพระอาวุโสประจำเผ่าแสกพบว่า  ปัจจุบันยังมีชาวแสกที่อยู่แคว้นสิบสองปันนา  ประเทศจีนและจังหวัดสมุทรปราการ  โดยชาวแสกทุกหมู่บ้าน  ทุกกลุ่ม  ไม่ว่าอยู่ที่ประเทศไทย  หรืออยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  สามารถพูดภาษาแสกในการสื่อสารพูดคุยกันได้  โดยใช้ภาษาแสกในการพูดจาสื่อสารกัน (สังเคราะห์ผลจาก  ชาวแสกมีดีที่ตรงไหน  จารุณี  น้อยนรินทร์  ประวัติบ้านอาจสามารถ  พระนิคม  สาระโพธิ์  ประวัติแสก บ้านอาจสามารถสุริยันต์ พลหาราช 
 
ตำบลอาจสามารถ  อำเภอเมืองนครพนม  จังหวัดนครพนม  โดยถือว่าเป็นชุมชนเมืองขนาดกลาง

2)  อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ                ติดกับบ้านสำราญ  ตำบลอาจสามารถ  อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
ทิศตะวันออก       ติดกับลำน้ำโขงตลอดแนว
ทิศตะวันตก          ติดกับบ้านไผ่ล้อม  ตำบลอาจสามารถ  อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
ทิศใต้                      ติดกับบ้านท่าควาย  ตำบลอาจสามารถ  อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
ถนนเข้าสู่ชุมชน มีเพียง 1 สายคือ ถนนนครพนม-ท่าอุเทน
        3)  ลักษณะสภาพภูมิศาสตร์
จากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของบ้านอาจสามารถ  หมู่ 5  และ หมู่ 6 พบว่ามีเนื้อที่                                         
ทั้งหมด  4,192 ไร่  แบ่งเป็น
เนื้อที่ของหมู่  5  จำนวน  1,888 ไร่  โดยมีพื้นที่ซึ่งชาวบ้านอาจสามารถใช้ในการตั้งบ้านเรือนอยู่
อาศัยนั้น  มีเพียงประมาณ 27 ไร่  มีพื้นที่ทำนา  536 ไร่  พื้นที่ทำไร่ 5 ไร่  พื้นที่ทำสวน 11 ไร่
                 เนื้อที่ของหมู่ 6  จำนวน 2,304 ไร่  โดยมีพื้นที่ซึ่งชาวบ้านอาจสามารถใช้ในการตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยนั้น มีเพียง 22 ไร่  มีพื้นที่ทำนา 481 ไร่  พื้นที่ทำไร่ 81 ไร่  พื้นที่ทำสวน  133 ไร่
                บ้านอาจสามารถตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง  ทีทัศนียภาพที่สวยงาม  เพราะเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตรเป็นถนนลาดยางอย่างดี  บนทางหลวงหมายเลข 121  พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม  มีเพียงบางส่วนที่เป็นเนินเขา  สภาพดินเป็นดินทราย  ดินจืด  ดินผสมกรวดทราย   พื้นด้นเหมาะแก่การเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์และการประมงน้ำจืด  เช่น  การเลี้ยงปลาในกระชัง  บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงจะมีตะกอนไหลมาตกค้างในฤดูฝน  พอหมดฤดูฝน  ระดับน้ำลดลง ริมตลิ่งจะอุดมไปด้วยดินตะกอนที่มีแร่ธาตุอาหารของพืช  ชาวบ้านจึงนิยมการปลูกผักที่หลากหลายชนิดแบบเกษตรอินทรีย์ โดยมีการแบ่งพื้นที่ทำการเพาะปลูกกันเองตามกำลังที่จะทำได้  น้ำที่ใช้รดผักก็สะดวกเพราะใช้น้ำจากแม่น้ำโขง 
 ลักษณะภูมิอากาศ  มี 3 ฤดูกาลดังนี้ คือ

1. ฤดูร้อน      เริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์  ถึง  เดือนพฤษภาคม  อุณหภูมิเฉลี่ย  32.5 องศาเซลเซียส
2. ฤดูฝน         เริ่มประมาณเดือนมิถุนายน  ถึง  เดือนกันยายน  ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย  26.8  มิลลิเมตร
3. ฤดูหนาว     เริ่มประมาณเดือนตุลาคม  ถึง  เดือนมกราคม  อุณหภูมิเฉลี่ย  18.5  องศาเซลเซียส
 1.3  ประชากร
1)  กลุ่มชาติพันธุ์
                ชาวบ้านอาจสามารถส่วนใหญ่เป็นชาวไทแสก  ประมาณ  90  เปอร์เซ็นต์  อีก 10 เปอร์เซ็นต์  เป็นบุคคลจากถิ่นอื่น  ซึ่งมีการย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนด้วยสาเหตุต่าง ๆ กัน เช่น  เป็นผู้ที่มาแต่งงานกับชาวไทแสก  และมีบางส่วนที่ย้ายมารับราชการที่ตำบลอาจสามารถ
2)  รูปร่างลักษณะ
                ผู้ชายมีความสูงเฉลี่ย  160  เซนติเมตร  ส่วนใหญ่ผิวขาวคล้ายชาวเวียดนาม  ส่วนที่ผิวคล้ำจะค่อนข้างอ้วนและคล้ายคลึงกับชาวไทลาว  ส่วนผู้หญิงชาวแสกจะมีรูปร่างสันทั  ผิวขาวสูงประมาณ158-160  เซนติเมตร  หญิงสูงอายุนิยมนุ่งผ้าซิ่นไหม  และผ้าถุงที่ทอด้วยผ้าฝ้ายมัดหมี่แบบมีตีนซิ่นเป็นผ้าลายขิด  ผ้าถุงจะมีเส้นลายสีขาวเป็นทางยาวคล้ายผ้าลายน้ำไหล  ใส่เสื้อแขนกระบอก  ผมตัดสั้นทรงดอกกระทุ่ม  หรือใช้หวีเหน็บไว้เพื่อไม่ให้รุงรัง
3)  ลักษณะประชากร
                ผลจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานหมู่บ้านของชุมชนในจังหวัดนคพรม  พ.ศ. 2548  พบว่า  บ้านอาจสามารถหมู่  5  และหมู่  6  เป็น 1 ในจำนวน 4 หมู่บ้าน/ กลุ่มบ้านของชุมชนเผ่าไทแสกของจังหวัดนครพนม
                รายละเอียดของประชากรบ้านอาจสามารถ  มีดังนี้
                ประชากรรวม  250  ครัวเรือน  แบ่งเป็นหมู่ 5 จำนวน 113  ครัวเรือน  หมู่  6  จำนวน  137 ครัวเรือน
                เพศชายทั้งหมด 392 คน        แบ่งเป็นหมู่ 5 จำนวน192 คน  หมู่ 6 จำนวน  200  คน
                เพศหญิงทั้งหมด 430 คน       แบ่งเป็นหมู่  5 จำนวน   206   คน   เพศหญิง  224  คน
 1.4  คำขวัญหมู่บ้านอาจสามารถ
โองมู้ศักดิ์สิทธิ์                     แหล่งผลิตปลา  กระชัง
สวยจังริมเขื่อนโขง             เชื่องโยงวัฒนาธรรม
ค่าล้ำแสกเต้นสาก               หลากหลายปกระเพณี
มีดีที่ภาษา                             รักษาไว้คู่ชาติไทย
1.5  การปกครองหมู่บ้าน
                มีนายชนะ   สุสิงห์  กำนันตำบลอาจสามารถ  เป็นผู้ปกครองบ้านอาจสามารถ  หมู่ที่ 5  และนายสุวิทย์  มีมา เป็นผู้ใหญ่บ้านอาจสามารถหมู่ที่ 6 แบ่งการปกครองออกเป็น  10  ซอย  โดยแต่ละซอยมีหัวหน้า  1  คน  บริหารงานในแต่ละซอยดังนี้  (นายวินัย  บุญอาจ, 2548 : สัมภาษณ์)              
                หมู่ที่ 5                  ซอยแดนสำราญ                  นางถนอม     หงษามนุษย์                                หัวหน้าซอย
                                ซอยพิทักษ์ชายแดน            นายฟอง        แก้วซุ้ง                        หัวหน้าซอย

                                ซอยเทพารักษ์                      นายสุดใจ      จันทรโคตร                 หัวหน้าซอย
                                ซอยบรมหายโศก                นางอรุณทิพย์ ปณ. ณ นครพนม     หัวหน้าซอย
                                ซอยบุตรดีปฐม                     นายวินัย         บุญอาจ                       หัวหน้าซอย

                หมู่ที่ 6                  ซอยมงคลบุรี                        นายสถิต         อรนันท์                     หัวหน้าซอย
                                ซอยพิทักษ์ประชาชน         นายยุทธนา    บำรุงหงส์                   หัวหน้าซอย
                                ซอยชนานุรักษ์                    นายสมชาย    บุญมาเลิศ                   หัวหน้าซอย
                                ซอยเอกอาษา                        นายเปล่งชัย   ชินณารักษ์                 หัวหน้าซอย
                                ซอยหลักเมือง                      นายสุวิทย์       มีมา                            หัวหน้าซอย
                 โดยซอยในแต่ละซอยในบ้านอาจสามารถ  ล้วนประวัติความเป็นมาของการตั้งชื่อซอยดังนี้
                                ซอยแดนสำราญ   เพราะอยู่ติดชายแดนบ้านสำราญ    เดิมชื่อ  ซอยพิชิตชายแดน
                                ซอยพิทักษ์ชายแดน  เดิมชื่อซอยผจญปัจจามิตร   เนื่องจากบุคคลสำคัญที่ตั้งเมืองคนที่หนึ่ง 
                                                        คือ  ขุนผจญปัจจามิตร 
                                ซอยเทพารักษ์  ตั้งให้สอดคล้องกับ หอคุณ  คือ  เดน และเป็นที่ตั้งศาลเจ้าเดนหวั่วโองมู้         
                                ซอยบรมหายโศก  เป็นสถานที่ตั้งหมู่บ้านครั้งแรก  เดิมชื่อ บ้านหายโศก                                                                             ซอยบุตรดีปฐม             เจ้าเมืององค์แรกที่ตั้งเมือง  คือ  ท้าวฆานบุดดี
                                ซอยมงคลบุรี  ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่หมู่บ้านที่ได้เป็นเมือง
                                ซอยพิทักษ์ประชาชน  ขุนพิทักษ์ประชาชน อาศัยอยู่ซอยนี้และดำรงตำแหน่งเป็นอุปราช  (ผู้ช่วย)
                                ซอยชนานุรักษ์    ชื่อชุนชะนานุรักษ์อาศัยอยู่ซอยนี้และดำรงตำแหน่งเป็นอุปราช  (อุปฮาด)
                                ซอยเอกอาษา   ชื่อเจ้าเมืองอาจสามารถ  คือ หลวงเอกอาษา  อาศัยอยู่ซอยนี้
                                ซอยหลักเมือง      ชาวแสกนับถือหลักเมือง ที่ตั้งอยู่ซอยนี้
 1.6 ลักษณะทางเศรษฐกิจ

                ชุมนุมไทแสก  บ้านอาจสามารถปัจจุบันนี้ถือว่าสภาพเศรษฐกิจอยู่ในระดับดี  ถ้าเปรียบเทียบกับหมู่บ้านชนบทในเขตอำเภอเดียวกัน  เพราะลักษณะนิสัยของชาวไทแสกมีความขยันขันแข็งและประหยัด  จนชาวไทยเผ่าอื่น ๆ พูดว่าชาวไทแสกมีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียว (ประหยัดมาก จะใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็น)  จากลักษณะนิสัยที่กล่าวมานี้  จึงทำให้ชาวไทแสกมีสภาพทางเศรษฐกิจค่อนข้างดีกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ  โดยมีรายได้หลักมาจากการเกษตร  และจากการประมงริมฝั่งแม่น้ำโขง  ดังนี้

                1) รายได้หลักมาจากการเกษตร
                    ชุมชนไทแสก  บ้านอาจสามารถมีที่ดินทำกินพอเพียง  จากการสัมภาษณ์ผู้นำหมู่บ้านทำให้ทราบว่า  พื้นที่ทั้งหมดของบ้านอาจสามารถ  มีถึง  4,192  ไร่  การเกษตรจึงเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน  โดยมีการเพราะปลูกพืช ผัก พริก มะเขือเทศ  ถั่วฟักยาว  เพื่อบริโภค  และซื้อขายกันเองในชุมชน

                2)  รายได้หลักจากการประมง
                     ชุมชนไทแสก  บ้านอาจสามารถ  มีทำเลที่ตั้งตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง  อาชีพดั้งเดิมที่สำคัญสำหรับชุมชนริมฝั่งโขง  คือ  รายได้จากการประมง  การเลี้ยงปลาในกระชั่ง  การจับปลาน้ำโขงจากธรรมชาติ  เช่น  การไหลมอง  ใส่ตุ้ม  ลอบดักปลา  ใส่เบ็ด  ใส่ขา  ใส่โทง

                     นอกจากการประกอบอาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านอาจสามารถแล้ว  ปัจจุบันมีชาวไทแสก  ในบ้เนอาจสามารถบางส่วนที่มีอาชีพรับราชการ  ซึ่งอาชีพรับราชการได้มีหลังจากที่บ้านเมืองเจริญขึ้นและอิทธิพลความกว้าหน้าของทางการศึกษาและสังคมแพร่หลายเข้ามา  ชาวไทแสกจึงดิ้นรนศึกษาหาความรู้  เพื่อความเจริญก้าวหน้า ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่ภูมิใจ  คือ สามารถเข้ารับราชการได้และดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติ  และมีชาวไทแสกบางบางส่วนที่ยึดอาชีพรับจ้างในตัวเมือง  เช่น  เป็นช่างไม้  ก่อสร้าง  ผู้ใช้แรงงาน  พนักงานร้านค้าภายในตัวเมือง  และเป็นลูกจ้างในหน่วยงานราชการต่าง ๆ

1.7  สภาพสังคม
                ธรรมชาติของมนุษย์มีการรวมกันอยู่เป็นหมู่คณะ  เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน รวมกันเป็นกลุ่มสังคม เป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน  สภาพสังคมหน่วยที่เล็กที่สุด  คือ สถาบันครอบครัว  เป็นสถาบันที่มีความความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นในทางสายโลหิต  ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันแรกของการวิวัฒนาการของมนุษย์และเป็นสถาบันเดียวที่ทำให้กำเนิดสมาชิกในครอบครัวและทำหน้าที่ที่วางรากฐานสำคัญให้แก่สถาบันสังคมอื่น ๆ ด้วยหน้าที่ความรีบผิดชอบ

                สังคมทุกสังคมจะต้องประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสัมพันธ์กัน  และมีการแบ่งหน้าที่งานที่ทำกัน  จึงเป็นเรื่องจำเป็นมีการพึ่งหาอาศัยซึ่งกันและกันมากขึ้น  ในสังคมครอบครัวก็เช่นเดียวกัน  สมาชิกในครอบครัวก็จะมีการแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบระหว่างหัวหน้าครอบครัว  แม่บ้าน  และลูก ๆ ต่างก็มีหน้าที่ตามหัวหน้าครอบครัวมอบหมายให้กระทำ
                ในครอบครัวไทแสก   บ้านอาจสามารถ  ในแต่ละครอบครัวผู้ที่เป็นหัวหน้าเลี้ยงครอบครัวถือว่าเป็นหน้าที่มีความสำคัญมากที่สุด   รองลงมาได้แก่  การหารายได้  การเลี้ยงลูกหลานและการให้การศึกษาแก่บุตรเป็นสำคับสุดท้าย   จากการสัมภาษณ์ในกลุ่มหัวหน้าครอบครัวชาวไทแสกบ้านอาจสามรถเข้าใจว่า   งานหาเลี้ยงครอบครัว   ได้แก่  การหาอาหาร  เช่น    หาปลา หาปู  หากบเขียด  และพืชผักต่าง  ๆ  มาให้แม่บ้านปรุงอาหารในแต่ละวัน เลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว  เช่น ลูก  หลาน เหลน  เพื่อให้สมาชิกมีอาหารรับประทานทุกวัน  ส่วนการหารายได้เป็นการหางานทำให้ได้เงินทองมาสร้างบ้านเรือนที่มั่นคง  ซื้อเครื่องอำนวยความสะดวก  เช่น  วิทยุ  โทรทัศน์  พัดลม  เป็นต้น  มีการผลิตสิ่งของ  เช่น  เย็บผ้า  และเลี้ยงสัตว์จำพวกสุกร เป็ด  ไก่  นำไปขายตามชุมชนใกล้เคียงรวมทั้งในตลาดอำเภอเมือง ในขณะเดียวกันก็ยังมีหัวหน้าครอบครัวที่อยู่ในวัยชราไม่สามารถประกอบกิจการงานเลี้ยงครอบครัวได้  จึงต้องพึ่งบุตรที่มีครอบครัวแล้วโดยรับภาระในการเลี้ยงหลาน ๆ แทนพ่อแม่ของเด็ก  เป็นการแบ่งเบาภาระครอบครัวให้แก่ลูก ๆ  นอกจากนั้นก็มีหัวหน้าครอบครัวบางครอบครัวมีจำนวนน้อยที่ให้การศึกษาลูกหลาน  ในระยะแรกเป็นเรืองเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ในสังคม เช่น  การสร้างฐานะของตน  และการฝึกวิชาชีพที่หัวหน้าครอบครัวได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ







 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น