วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

การนิเทศการศึกษา:เครื่องมือพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้บริหาร



นางวัชรีวรรณ   บุพศิริ   รหัส  5150510100375  สาขาการบริหารการศึกษา   มหาวิทยาลัยนครพนม
.......................................................................................................................................................................

 บทความเรื่อง  การนิเทศการศึกษา : เครื่องมือพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน


การดำเนินจัดการศึกษาให้ได้อย่างมีคุณภาพนั้นจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบอย่างน้อย 3 ส่วน คือ การจัดการเรียนการสอน การบริหารการศึกษา และการนิเทศการศึกษา  แต่การนิเทศการศึกษาในปัจจุบันมีข้อจำกัดในการที่จะรับการนิเทศจากภายนอก ทำให้โรงเรียนจำเป็นต้องจัดทำระบบการนิเทศภายในโรงเรียนของตนเองขึ้นมา  ทั้งนี้โรงเรียนก็ยังมีความไม่แน่ใจในกระบวนการนิเทศ กิจกรรมการนิเทศที่จะต้องจัดขึ้นในโรงเรียน อีกทั้งมีข้อจำกัดทางด้านบุคลากร ด้านองค์ความรู้ และด้านวิธีการ ทำให้เป็นไม้เบื่อไม้เมาที่ทางโรงเรียนจำเป็นต้องทำ แต่ยังทำไม่เป็น จริงหรือ?  อันที่จริงศาสตร์ทางการนิเทศการศึกษามีการเผยแพร่ และดำเนินการมาหลายปีแล้ว ขาดแต่ความเอาจริงเอาจัง เท่านั้น ดังนั้นเราลองมาทบทวน และลองนำไปปฏิบัติดู ผู้เขียนคิดว่าไม่น่ายากอย่างที่คิด
การนิเทศการศึกษานับว่าเป็นบทบาท หน้าที่หนึ่งของผู้บริหารสถานศึกษาพึงปฏิบัติ เพื่อเป็นการช่วยเหลือ แนะนำ กำกับติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของครูอย่างต่อเนื่อง หากผู้บริหารสถานศึกษาใดที่มิได้ปฏิบัติการนิเทศภายในด้วยตนเอง ยากยิ่งที่จะเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในองค์การของตน ด้วยเหตุนี้กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา จึงมีความสัมพันธ์กับคุณภาพผู้เรียนอย่างมิสามารถแยกจากกันได้เลย
 
หลักการสำคัญของการนิเทศการศึกษา
             1) การนิเทศการศึกษาเป็นระบบและเป็นกระบวนการ
             2) การนิเทศการศึกษา เป้าหมายสูงสุดอยู่ที่คุณภาพผู้เรียน
              3) การนิเทศการศึกษาเน้นบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย
จุดมุ่งหมายของการนิเทศภายในโรงเรียนไว้ 4 ประการ คือ
1) เพื่อพัฒนาคนซึ่งรวมทั้งผู้นิเทศ ผู้รับการนิเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทุกฝ่าย
2) เพื่อพัฒนางาน ทั้งงานการเรียนการสอน และงานที่มาสนับสนุนการสอน
3) เพื่อสร้างการประสานสัมพันธ์ หมายความว่าเมื่อทำแล้วทุกฝ่ายต้องมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากขึ้น
4) เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน

       นางวัชรีวรรณ   บุพศิริ   รหัส  5150510100375  สาขาการบริหารการศึกษา   มหาวิทยาลัยนครพนม

.......................................................................................................................................................................
การนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาคน  หมายถึง การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการทำงานร่วมกันกับครูและบุคลากรทางการศึกษา   เพื่อให้ครูและบุคลากร   ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น
                การนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนางาน  หมายถึง  การนิเทศการศึกษา  มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตจากการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูและบุคลากรทางการศึกษา  โดยเหตุนี้การนิเทศที่จัดขึ้นจึงมีจุดมุ่งหมายที่จะ พัฒนางาน”  คือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ดีขึ้น
                การนิเทศการศึกษาเพื่อสร้างการประสานสัมพันธ์  หมายถึง  การนิเทศการศึกษา  เป็นการสร้างการประสานสัมพันธ์  ระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ  ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกัน  รับผิดชอบร่วมกันมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  ซึ่งไม่ใช่เป็นการทำงานภายใต้การถูกบังคับและคอยตรวจตราหรือคอยจับผิด
                การนิเทศการศึกษาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ   หมายถึง  การจัดกิจกรรมการนิเทศที่มุ่งให้กำลังใจแก่ครู และบุคลากรทางการศึกษา  ซึ่งถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนิเทศ  เนื่องจากขวัญและกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บุคคลมีความตั้งใจทำงาน หากนิเทศไม่ได้สร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานแล้ว  การนิเทศการศึกษาก็ย่อมประสบผลสำเร็จได้ยาก
กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา ที่พึงปฏิบัติ
               1) ร่วมศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
               2) ร่วมวางแผนระบบและกำหนดกิจกรรมการนิเทศให้เป็นรูปธรรมและทุกฝ่ายมีส่วนรับรู้
               3) ร่วมสร้างสื่อ นวัตกรรมและเครื่องมือประกอบกิจกรรมการนิเทศที่เหมาะสม
               4) ร่วมลงมือปฏิบัติการนิเทศตามระบบที่ร่วมกันวางไว้อย่างต่อเนื่อง
               5) ร่วมประเมินผลและมีการรายงานผลอย่างเป็นธรรมต่อผู้เกี่ยวข้อง
               6) ร่วมรับผลการดำเนินการ ร่วมชื่นชมยินดีและร่วมปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง

               การนิเทศการศึกษา หมายถึง  การดำเนินการใดๆ ที่ทำให้ครูมีความพึงพอใจ และมีกำลังใจ ที่จะพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาการดำเนินงานใดๆ ของโรงเรียน ให้เป็นไปตามมาตรฐานใดๆ ของโรงเรียนและของบุคลากรให้สูงขึ้นและรักษาไว้ จนส่งผลให้โรงเรียนเป็นที่ยอมรับของผู้รับประโยชน์จากโรงเรียนทุกฝ่าย อีกทั้งผ่านการประเมินทั้งภายในและภายนอก 
              การนิเทศการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารโรงเรียน  ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการให้บริการทางการศึกษา เพื่อให้กระบวนการเรียนการสอนเกิดผลสัมฤทธิ์ตามความ
       นางวัชรีวรรณ   บุพศิริ   รหัส  5150510100375  สาขาการบริหารการศึกษา   มหาวิทยาลัยนครพนม
.......................................................................................................................................................................

การนิเทศการศึกษาคือความพยายามอย่างหนึ่ง  หรือ หลาย ๆ อย่าง  ที่จะช่วยส่งเสริมให้การศึกษา มีคุณภาพทั้งด้านการเรียนการสอน
               การนิเทศการศึกษา คือ ความพยายามทุกอย่างของเจ้าหน้าที่ผู้จัดการศึกษา ในการแนะนำครูหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา  ให้รู้จักปรับปรุงวิธีสอน  ช่วยให้เกิดความงอกงามทางวิชาชีพทางการศึกษา ช่วยในการพัฒนาครู ช่วยในการเลือก   และปรับปรุง  วัตถุประสงค์ ของการศึกษา   ช่วยในการปรับปรุงวัสดุ และเนื้อหาการสอน ปรับปรุงวิธีสอนและช่วยปรับปรุงการประเมินผลการสอน 

สาเหตุของการนิเทศการศึกษามีดังนี้
             1) สภาพสังคมเปลี่ยนไปทุกขณะ การศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วย     การนิเทศการศึกษาจะช่วยทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในองค์การที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา    
                 2) ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ เพิ่มขึ้นโดยไม่หยุดยั้ง แม้แนวคิดในเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ก็เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา
  การนิเทศการศึกษาจะช่วยทำให้ครูมีความรู้ทันสมัยอยู่เสมอ
                  3) การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้พัฒนาขึ้น จำเป็นต้องได้รับการชี้แนะหรือการนิเทศการศึกษาจากผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ จึงจะทำให้แก้ไขปัญหาได้สำเร็จลุล่วง
                 4) การศึกษาของประเทศเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ จะต้องมีการควบคุมดูแลด้วยระบบการนิเทศการศึกษา
                  5) การศึกษาเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อน จำเป็นที่จะต้องมีการนิเทศ เพื่อเป็นการให้บริการแก่ครูที่มีความสามารถต่าง ๆ กัน
                  6) การนิเทศการศึกษาเป็นงานที่มีความจำเป็นต่อความเจริญงอกงามของครู แม้ว่าครูจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีแล้วก็ตาม
  แต่ครูก็จะต้องปรับปรุงฝึกฝนตนเองอยู่เสมอในขณะที่ทำงานในสถานการณ์จริง
                   7) การนิเทศการศึกษา มีความจำเป็นต่อการช่วยเหลือครูในการเตรียมการจัดกิจกรรม
                  8 ) การนิเทศการศึกษามีความจำเป็นต่อการทำให้ครูเป็นบุคคลที่ทันสมัยอยู่เสมอ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีอยู่เสมอ
เงื่อนไขของความสำเร็จ
การนิเทศภายในจะประสบความสำเร็จจะต้องอาศัยบริบทที่เอื้อต่อการนิเทศหลายประการ  เช่น
  1. การจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอนและการปฏิบัติงาน
       นางวัชรีวรรณ   บุพศิริ   รหัส  5150510100375  สาขาการบริหารการศึกษา   มหาวิทยาลัยนครพนม
.......................................................................................................................................................................
  1. ความพร้อมของสื่อวัสดุอุปกรณ์การสอนและการปฏิบัติงาน
  2. ขวัญและกำลังใจของบุคลากร
  3. การทำงานเป็นทีม ความสามัคคี หรือความเป็นเอกภาพของบุคลากร
  4. ความรู้ความเข้าใจและเจตคติในเรื่องการนิเทศของบุคลากรในโรงเรียน
  5. ภาวะผู้นำทางวิชาการของฝ่ายบริหาร
  6. ฯลฯ
การดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนให้ประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องมีความต่อเนื่องกันไป ควรคำนึงถึงปัญหาที่แท้จริงของโรงเรียน ปัญหาการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งความต้องการของบุคลากรในโรงเรียนด้วย ดังนั้น การดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนจึงต้องมีการวางแผนกำหนดแนวทางร่วมกัน ประสานสัมพันธ์ร่วมมือให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมี เป้าหมายเดียวกัน คือพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้  และส่งผลต่อการพัฒนานักเรียนในองค์รวมในที่สุด
งานบริหารการศึกษา  มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่คุณภาพของผู้เรียน  ซึ่งเป็นผลผลิตของการจัดการศึกษา    ดังนั้นในการบริหารการศึกษาผู้บริหารจำเป็นจะต้องทำงานสองอย่างคือ  งานบริหารและงานนิเทศ  ซึ่งในปัจจุบันนี้ผู้บริหารมีบทบาทในการนิเทศมากโดยเฉพาะการนิเทศภายในสถานศึกษาของตนเอง 
                หน้าที่ที่จะต้องกระทำเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษามีดังนี้
1) ทำหน้าที่ตรวจสอบความเป็นไปเกี่ยวกับการเรียนการสอน ขั้นตรวจสอบถือว่าเป็นขั้นเริ่มต้นการนิเทศ เรื่องที่ควรจะตรวจสอบได้แก่ ความเข้าใจในการใช้หลักสูตรของครู ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของครูเกี่ยวกับเนื้อหาของหลักสูตร การใช้กลวิธีการสอนต่าง ๆ ตลอดจนการใช้สื่อการสอน ลักษณะของนักเรียนในแต่ละห้อง
2) ทำหน้าที่ประเมินผลการเรียนการสอน
3) ทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมและปรับปรุงการเรียนการสอน อันได้แก่ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับหลักการ
  จุดหมาย  และโครงสร้างของหลักสูตร  แนะแนวการทำโครงการสอนทั้งระยะสั้นและระยะยาวจัดหาเครื่องมือประกอบการสอน  และแหล่งวิชาการ  จัดบรรยากาศทางกายภายในห้องเรียนให้น่าเรียนส่งเสริมให้ครูปรับปรุงตัวเองทั้งด้านวิชาการ  และวิชาชีพตลอดจนการพยายามให้ครูประเมินผลการเรียน
           บทบาทและหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียนกับการนิเทศภายในโรงเรียน
1.       ส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนิเทศภายในโรงเรียนอย่างแท้จริง
       นางวัชรีวรรณ   บุพศิริ   รหัส  5150510100375  สาขาการบริหารการศึกษา   มหาวิทยาลัยนครพนม
.......................................................................................................................................................................

2.       ร่วมประชุมวางแผนการนิเทศภายในกับผู้นิเทศในฐานะประธานฯ
3.       พิจารณาอนุมัติโครงการนิเทศภายในที่สอดคล้องกับนโยบายและแผนงานโรงเรียน
4.       เป็นผู้ประสานงานระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ
5.       ให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์งบประมาณ ขวัญกำลังใจในการดำเนินโครงการ
6.       ให้คำปรึกษาแนะนำและเป็นวิทยากรที่ดีแก่ผู้รับการนิเทศ
7.       ช่วยเหลือและส่งเสริมให้ครูมีความรู้และมีพัฒนาการทางวิชาชีพ
8.       ใช้เทคนิคการบริหารมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนิเทศภายใน
9.       ติดตามและประเมินผลการจัดการนิเทศภายในโรงเรียน

 จากหลักการ จุดมุ่งหมายและกระบวนการนิเทศดังกล่าว ผู้บริหารสถานศึกษามิควรเพิกเฉยและละเลย ปล่อยให้รอง หรือผู้ช่วยดำเนินการตามลำพัง โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้บริหารสถานศึกษาจึงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน ทั้งงานการบริหาร งานการสอน และคุณภาพผู้เรียน การบริหารสถานศึกษาในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองหาวิธีการที่จะนำมาพัฒนาคุณภาพภารการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการด้านกระบวนการเรียนการสอน ระบบงานสถานศึกษา พัฒนาบุคลากร การบริหารงบประมาณ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการบริการ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Strakeholder) โดยอาศัยเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้สอดคล้องกับสังคมปัจจุบันที่เป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based economy หรือ KBE) ความรู้จึงนับว่าเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนให้สังคมก้าวหน้า โรงเรียนซึ่งเป็นสถาบันที่มีหน้าที่เตรียมคนให้พร้อมเข้าสู่สังคมจึงต้องตระหนักถึงอำนาจของความรู้ และจะต้องเตรียมคนในยุคต่อไปให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อผู้อ่าน มีความเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ว่า การวิจัย เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยให้การปฏิรูปการเรียนรู้  การจัดการเรียนรู้ประสบความสำเร็จ  กระบวนการวิจัย เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ ครูผู้สอน ผู้บริหาร และนักเรียน บรรลุเป้าหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ระดับต่าง ๆ  อันบางคนอาจจำเป็นต้องเชื่อ เพราะกฎหมายแม่บททางการศึกษาบังคับให้ต้องเชื่อก็ตาม ผู้ประกอบวิชาชีพครูทั้งหลาย จึงต้องเริ่มต้นที่ พอใจ เต็มใจ ตั้งใจ หรือไม่ก็ต้องแข็งใจหรือฝืนใจ ให้เชื่อ
ให้ชอบและต้องช่วยกันศึกษาเรียนรู้  เรื่อง การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้  ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนออย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับต่อไป


       นางวัชรีวรรณ   บุพศิริ   รหัส  5150510100375  สาขาการบริหารการศึกษา   มหาวิทยาลัยนครพนม
.......................................................................................................................................................................

     เป็นข้อยุติและห้ามโต้แย้ง ว่า การวิจัยไม่จำเป็น ไม่สำคัญต่อการจัดการเรียนรู้อีกต่อไปเพราะ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม 2545 ม.24 (5) กำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ม.30 ระบุให้ผู้สอนทำการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน  จึงสรุปได้ว่า  การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ในสถานศึกษานั้น
มี 3 ลักษณะ  ดังนี้
          1.  การวิจัยสำหรับผู้เรียน  เป็นการใช้การวิจัยให้อยู่ในกระบวนการเรียนรู้ มุ่งให้ ผู้เรียนทำการวิจัย เพื่อใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถที่จะทำการวิจัยในเรื่องที่ตนสนใจหรือต้องการหาความรู้หรือที่ต้องการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ได้  เพราะกระบวนการวิจัยจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนใน 4 เรื่องเป็นอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
              1)  ฝึกการคิด
              2)  ฝึกการวางแผน
              3)  ฝึกการดำเนินงาน
              4)  ฝึกการหาเหตุผลในการตอบปัญหา
          ดังนั้น  สถานศึกษา  ครูผู้สอน  ต้องมีการ จัดการอบรมหลักสูตรการวิจัยในชั้นเรียนให้กับผู้เรียนด้วย  ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องทำตามกฎหมายดังกล่าว  มิเช่นนั้นจะถือว่ามีความบกพร่องต่อหน้าที่  หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่สมบูรณ์
          2.  การวิจัยสำหรับผู้สอน  เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มุ่งให้ผู้สอนทำการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้วยการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ วางแผนแก้ไขปัญหาการเรียนรู้  เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ให้ครูผู้สอนทำการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมการศึกษา  เพื่อนำไปสู่คุณภาพการเรียนรู้ด้วยการศึกษา ในเรื่องดังต่อไปนี้
              1)  วิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้
              2)  ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้
              3)  ทดลองใช้นวัตกรรมการเรียนรู้
               4)  เก็บรวบรวมข้อมูล
              5)  วิเคราะห์ผลการใช้นวัตกรรมนั้น ๆ
              6)  ใช้กระบวนการวิจัยไปจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
                   (1)  วิเคราะห์ปัญหา
                   (2)  สร้างทางเลือกในการแก้ปัญหา

       นางวัชรีวรรณ   บุพศิริ   รหัส  5150510100375  สาขาการบริหารการศึกษา   มหาวิทยาลัยนครพนม
.......................................................................................................................................................................

                   (3)  ดำเนินการตามแนวทางที่เลือก
                   (4)  สรุปผลการแก้ไขปัญหา
          3.  การวิจัยสำหรับสถานศึกษา  เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
ที่ มุ่งให้ ผู้บริหารทำการวิจัยและนำผลการวิจัยไปใช้ประกอบการตัดสินใจ  วางนโยบาย วางแผนบริหารจัดการสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งคุณภาพได้มาตรฐานต่อไป
          เป็นที่ยอมรับว่า  การวิจัยเป็นกระบวนการค้นหาความรู้และแนวทางปฏิบัติที่นำไปสู่
การปฏิรูปการเรียนรู้ ที่เชื่อถือได้สามารถนำผลการค้นพบไปแก้ไขปัญหาการเรียนรู้หรือตัดสินใจ เพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการวิจัยเป็นกระบวนการเชิงระบบ
ที่ใช้การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำหนดขั้นตอนการศึกษาไว้ 
5 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
                   1)  ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา
                   2)  ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างกรอบแนวคิด
                   3)  ออกแบบ  วางแผน และสร้างเครื่องมือวิจัย
                   4)  รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
                   5)  สรุปและรายงานผล
             
                           
การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
              แนวคิดนี้  เป็นแนวคิดที่เชื่อว่า  การปฏิรูปสถานศึกษา  เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.  สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่สำคัญที่สุดในการจัดการศึกษาแก่เยาวชนไทยทุกคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เชื่อว่า  สถานศึกษาจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพียงใดขึ้นอยู่กับองค์ประกอบภายในของสถานศึกษานั้น ๆ อันได้แก่  ผู้สอน  ผู้เรียน  หลักสูตร และสื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ผู้ที่สำคัญที่สุดที่จะนำสถานศึกษาสู่ความสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย คือ  ผู้บริหาร  เพราะผู้บริหารจะเป็นผู้ที่จะระดมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายมาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา และความต้องการ  เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ จัดทำแนวปฏิบัติการ  ดำเนินงานตามแผน  การนิเทศติดตามผล และการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของสถานศึกษาให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ
              กระบวนการดังกล่าว  เป็นกระบวนการนำการวิจัยมาใช้ในการบริหารจัดการของสถานศึกษา  ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้
       นางวัชรีวรรณ   บุพศิริ   รหัส  5150510100375  สาขาการบริหารการศึกษา   มหาวิทยาลัยนครพนม
.......................................................................................................................................................................

วงจรการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาสำหรับผู้บริหาร


                                                                             พบปัญหา / ต้องการพัฒนา
4.  นิเทศ  ติดตามประเมินผล
 
                                                                                
1.  วิเคราะห์ปัญหา/การพัฒนา
 
                                                                                 ทำวิจัย

4.  เก็บรวบรวมข้อมูล/วิเคราะห์ข้อมูล
 
3.  จัดกิจกรรมแก้ปัญหา/การพัฒนา
 
2.  วางแผนแก้ปัญหา/การพัฒนา
 
5)  สรุปผลการแก้ไขปัญหา / การพัฒนา
 
5.  ทำรายงานผลการดำเนินงานของโรงเรียน
 
              ไม่มีปัญหา




    


           จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า  การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้มี  3  ลักษณะได้แก่  การใช้การวิจัยในกระบวนการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน  การวิจัยพัฒนาการเรียนรู้สำหรับครูและการวิจัยพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาสำหรับผู้บริหาร  ถือเป็นภารกิจของผู้เรียน ผู้สอน และผู้บริหารที่ต้องใช้กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้  ให้เกิดมักผลอย่างจริงจัง  ถือเป็นงานที่ท้าทายชวนให้อยากคิด อยากลอง อยากทำ ต้องเริ่มต้นด้วยความพอใจ เต็มใจ ตั้งใจ แข็งใจ และฝืนใจ  ด้วยความอดทนเพราะงานวิจัยเป็นงานที่ละเอียดถี่ถ้วน  ต้องฝืนใจทำวิจัยให้สนุก มีความสุขกับการทำวิจัยให้ยึดหลัก เรียนรู้ครูวิจัย ความเป็นมืออาชีพอย่างครู คือ งานวิจัยการเรียนรู้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพ และประสิทธิภาพ    

    นางวัชรีวรรณ   บุพศิริ   รหัส  5150510100375  สาขาการบริหารการศึกษา   มหาวิทยาลัยนครพนม
.......................................................................................................................................................................


ความน่าเชื่อถือ ความเป็นครูคุณภาพได้มาตรฐาน ซึ่งการวิจัยทำได้ง่าย ๆ มีขั้นตอนเพียง  5  ขั้นตอนเท่านั้น ดังนี้
          1.  การสำรวจและวิเคราะห์ปัญหา
          2.  การกำหนดวิธีการแก้ปัญหา / พัฒนา
          3.  การพัฒนาวิธีการหรือนวัตกรรมและเครื่องมือวัด
          4.  การนำวิธีการหรือนวัตกรรมไปใช้
          5.  การวิเคราะห์ข้อมูลและเสนอผล
     ที่สำคัญที่สุด  คือ ผู้บริหาร ผู้สอนและนักเรียน  ต้องร่วมกันศึกษาเรียนรู้กระบวนการวิจัย 
ให้เข้าใจแจ่มแจ้งตรงกัน ทำกันเป็นทีม เป็นคณะและให้ถือเป็นวาระแห่งสถาบันที่ต้องยึดว่า  งานวิจัยต้อง เต็มที่ เต็มใจ เต็มเวลา เต็มภูมิปัญญา  จึงจะพบความสำเร็จเห็นแสงไฟปรายอุโมงค์ในที่สุดอย่างแน่นอน















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น